การทำวิจัย และ ขั้นตอนการทำวิจัย อย่างละเอียดชัดเจน ตอนที่ 1

0
15038
banner_im2market

การทำวิจัย และ ขั้นตอนการทำวิจัย อย่างละเอียดชัดเจน ตอนที่ 1 :
ความรู้ และ หลักการทำวิจัยการทำวิจัย

การวิจัยเป็นกระบวนการค้นหาความรู้ ความจริงตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายกว้างๆที่อาจกล่าวได้ว่า การทำวิจัยใดๆก็ตามผู้ทำวิจัยจะมีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการ ได้แก่ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ และเพื่อนำผลงานการวิจัยไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ความหมายของการวิจัย

การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระเบียบ เพื่อแสวงหาคำตอบสำหรับปัญหาหรือคำถามการวิจัยที่กำหนดไว้ เพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการหรือเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ด้วยกระบวนการอันเป็นที่ยอมรับในวิทยาการแต่ละสาขา (ผศ.ดร.มนูญ ศรีวิรัตน์ : ออนไลน์)

ลักษณะการวิจัยที่ดี

  1. มีขอบเขตที่เหมาะสมกับความสามารถและทรัพยากร การวิจัยต้องมีขอบเขตที่เหมาะสมกับความรู้
  2. การวิจัยต้องการมีการรวบรวมข้อมูลใหม่ และให้ความรู้ใหม่หรือความรู้ที่ได้อาจเป็นความรู้เดิมในกรณีที่มุ่งวิจัยเพื่อตรวจสอบซ้ำ
  3. งานวิจัยนั้น ต้องสามารถหาข้อสรุปหรือยุติได้
  4. เป็นงานวิจัยที่มีเหตุผลและเป้าหมายที่ชัดเจน
  5. ต้องเป็นงานวิจัยที่ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยอื่นด้านประเด็นปัญหา สถานที่ ประชากร และวิธีการศึกษา
  6. การทำวิจัย ต้องมีเครื่องมือหรือมีเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล
  7. การวิจัยต้องมีการบรรทุกและเขียนรายงานการวิจัยอย่างระมัดระวัง

กระบวนการค้นคว้างานวิจัยที่ดี

  1. เป็นกระบวนการค้นคว้าที่มีระบบ แบบแผน
  2. มีกระบวนการค้นคว้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีความแน่นอนและชัดเจน
  3. ระบอบการศึกษาค้นคว้าต้องมีหลักการ มีเหตุผลและไม่ลำเอียง
  4. กระบวนการณ์ค้นคว้าข้อมูลต้องมีความน่าเชื่อถือ

วัตถุประสงค์ในการวิจัย

ในการวิจัยจะต้องมีความต้องการหรือมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังนี้

  1. เพื่อสร้างความรู้หรือทฤษฎีใหม่ๆ ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านวิชาการได้
  2. เพื่อนำผลจากการศึกษาวิจัย ไปปรับประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. เพื่อสำรวจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม เพื่อเป็นการพยากรณ์หรือคาดการณ์ในอนาคต
  4. เพื่อนำผลงานการวิจัยที่ได้ มาประเมินประเด็นต่างๆทางด้านสังคม แผลกระทบที่มีต่อสังคมนั้นๆ
  5. เพื่อนำผลงานการวิจัยมาสร้างสิ่งประดิษฐ์ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ

ประโยชน์ของงานวิจัย

  1. ช่วยเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการ
  2. ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถวางแผน หรือกำหนดนโยบายจากรากฐานที่เชื่อถือได้
  3. ช่วยให้ได้รับความรู้ใหม่ทั้งทางทฤษฎีและวิธีปฏิบัติ
  4. ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
  5. ช่วยในการวินิจฉัยและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  6. ช่วยแก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน การวิจัยศึกษาหาข้อมูลจริงจะสามารถช่วยหาคำตอบมาใช้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
  7. ช่วยผู้บริหารในการติดตามผล การวิจัยสามารถติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรให้ดียิ่งขึ้น
  8. ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะ การวิจัยเป็นเครื่องมือให้นักบริหารมีสมรรถนะในการวินิจฉัย สั่งการ และตัดสินปัญหาได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  9. ช่วยทำให้มีผลงานการวิจัยเพิ่มมากขึ้น เพราะผลงานวิจัยทำให้ทราบข้อเท็จจริง ที่สามารถนำมาบริหารและพัฒนาต่อไปได้

การจัดประเภทของานวิจัย

การวิจัยแบ่งออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการทำวิจัย ซึ่งแบ่งประเภทตามจุดมุ่งหมายต่างๆ ดังนี้

การแบ่งประเภทตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา

  1. การวิจัยเชิงพยากรณ์ เพื่อจะนำผลที่ได้นั้นไปใช้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
  2. การวิจัยเชิงวินิจฉัย เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับบุคคล กลุ่มบุคคล กลุ่มชน องค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาแล้วนำไปสู่การแก้ไขต่อไป
  3. การอธิบายเชิงอรรถธิบาย เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

แบ่งตามประโยชน์ของการวิจัย

  1. การวิจัยพื้นฐาน หรือการวิจัยเชิงทฤษฏีเป็นการวิจัยที่เสาะแสวงหาความรู้ใหม่เพื่อสร้างทฤษฏี หรือเพิ่มพูนความรู้ต่างๆให้กว้างและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  2. การวิจัยประยุกต์ หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นการวิจัยที่มุ่งเสาะแสวงหาความรู้และประยุกต์ใช้ความรู้หรือวิทยาการต่างๆให้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติ

แบ่งตามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. การวิจัยเอกสารเป็นการวิจัยที่ผู้ทำการวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร รายงาน ศิลาจาลึก จดหมายเหตุ แล้วเสนอผลในเชิงวิเคราะห์
  2. การวิจัยจากการสังเกต เป็นการวิจัยที่ผู้ทำวิจัยทำการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีสังเกต ส่วนใหญ่เป็นการสังเกตพฤติกรรมบุคคลในสังคมในแง่ของสถานภาพและบทบาท
  3. การวิจัยแบบสำมะโน เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากทุกๆหน่วยของประชากร
  4. การวิจัยแบบสำรวจตัวอย่าง เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แบ่งตามวิธีเก็บรวบรวมข้อมูล
  5. การศึกษาเฉพาะกรณี เป็นการศึกษาเรื่องที่สนใจในขอบเขตจำกัด แต่จะศึกษาอย่างลึกซึ้งในเรื่องนั้นๆเพื่อให้ได้ซึ่งข้อเท็จจริง
  6. การศึกษาแบบต่อเนื่อง เป็นการศึกษาที่มีเก็บข้อมูลเป็นระยะ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของกลุ่มตัวอย่าง
  7. การวิจัยเชิงทดลอง เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัยเก็บข้อมูลมาจากการทดลอง

แบ่งตามลักษณะการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่นำเอาข้อมูลทางด้านคุณภาพมาวิเคราะห์ค้นหาความรู้ความจริง โดยอาศัยข้อมูลเชิงลักษณะ
  2. การวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการวิจัยที่ค้นหาความรู้ ความจริงโดยนำเอาข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ในการหาข้อมูล ต้องใช้วิธีการทางสถิติเข้ามาช่วย

แบ่งตามลักษณะวิชาหรือศาสตร์

  1. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นการวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
  2. การวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรมและพฤติกรรมมนุษย์

แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย

  1. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ผ่านมาแล้วในอดีต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบันทึกอดีตอย่างมีระบบ
  2. การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงในสภาพการณ์หรือภาวการณ์ของสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร
  3. การวิจัยเชิงทดลอง เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความรู้ความจริง ที่ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์มาช่วย

สรุปการวิจัย

สรุปได้ว่างานการทำวิจัย หมายถึง การศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบ เพื่อแสวงหาคำตอบหรือเพื่อหาความรู้ใหม่ จึงทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือประโยชน์ในทางปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ทำให้เกิดทฤษฏีใหม่ และเกิดประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหารในการกำหนดนโยบายและการวางแผนงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และการวิจัยยังแบ่งออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่ว่าใช้อะไรในการพิจารณา เช่น การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงพรรณนาหรือวิจัยเชิงเหตุผล เป็นต้น

อ่านบทความตอนต่อไป :

การทำวิจัย และ ขั้นตอนการทำวิจัย อย่างระเอียดชัดเจน ตอนที่ 2

การทำวิจัย และ ขั้นตอนการทำวิจัย อย่างระเอียดชัดเจน ตอนที่ 3